เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 ก.พ. ที่บริเวณหน้าแดนเนรมิตเก่า ถนนพหลโยธิน นายธมนันท์ แตงทิม หรือ “จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่” อดีต สห.ทอ. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณี “ครูเรย์” (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ครูสอนนาฏศิลป์ที่ตกเป็นข่าวติดหนี้นอกระบบเกือบ 80 เจ้า จนต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงวันละ 1 แสนบาท และถูกเจ้าหนี้ตามทวงหนี้โหดถึงบ้านและโรงเรียน จนต้องเข้าร้องทุกข์ที่กองปราบปรามก่อนหน้านี้ แต่กลับถูกกระแสสังคมตีกลับและขุดคุ้ยข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีพฤติกรรมยืมเงินลูกศิษย์จนเป็นหนี้บานปลายกว่า 1.5 ล้านบาท จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลนั้น

จ่าคิงส์ น้อมรับ ทัวร์ลงช่วยครูเรย์ ไม่รู้ปมหนี้ลูกศิษย์ 1.5 ล้าน

จ่าคิงส์ น้อมรับ ทัวร์ลงช่วยครูเรย์ ไม่รู้ปมหนี้ลูกศิษย์ 1.5 ล้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ จ่าคิงส์ระบุว่า ตนไม่เคยทราบข้อมูลเรื่องหนี้สินระหว่างครูเรย์กับลูกศิษย์มาก่อนล่วงหน้า เนื่องจากในวันที่ผู้เสียหายเข้ามาขอความช่วยเหลือ ตนพิจารณาจากพยานหลักฐานเรื่องการถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด รวมถึงประเด็นความปลอดภัยจากการถูกบุกรุกทวงหนี้ถึงที่พักและที่ทำงาน ซึ่งตนมองในแง่มนุษยธรรมและรู้สึกสงสารเด็กเล็กอายุ 3 ขวบที่เป็นลูกของครูเรย์ รวมถึงเด็กที่ยังอยู่ในครรภ์ เพราะผู้เสียหายมีความเครียดสะสมถึงขั้นขู่จะจบชีวิตตนเอง ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดเหตุสลดเช่นนั้น จึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยประสานงานเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้ตามกฎหมาย
จ่าคิงส์ น้อมรับ ทัวร์ลงช่วยครูเรย์ ไม่รู้ปมหนี้ลูกศิษย์ 1.5 ล้านสำหรับความคืบหน้าล่าสุด จ่าคิงส์เผยว่า ในช่วงเที่ยงของวันนี้ได้ประสานไปยัง สภ.บางบัวทอง เพื่อให้ทางผู้กำกับการเรียกตัวครูเรย์และลูกศิษย์ที่เป็นคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยตกลงกัน ซึ่งได้รับรายงานเบื้องต้นว่าทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันแล้ว โดยครูเรย์ยืนยันว่าจะไม่หนีและพร้อมชดใช้หนี้สินทั้งหมดที่มีกับลูกศิษย์จำนวน 1.5 ล้านบาท โดยจะเริ่มผ่อนชำระอาทิตย์ละ 3,000 บาทจนกว่าจะครบ ส่วนกระแสสังคมที่ตำหนิตนว่าช่วยคนผิดนั้น ตนต้องขอกราบขออภัยพี่น้องประชาชนหากทำสิ่งใดผิดพลาดไป แต่ขอยืนยันว่าเจตนาหลักคือการช่วยเหลือชีวิตเด็กจริง ๆ และอยากขอความเห็นใจอย่าเพิ่งซ้ำเติมกันในตอนนี้
จ่าคิงส์ น้อมรับ ทัวร์ลงช่วยครูเรย์ ไม่รู้ปมหนี้ลูกศิษย์ 1.5 ล้าน
นอกจากนี้ จ่าคิงส์ยังได้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมที่มองว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสังกัดกองปราบปรามหรือไม่ เนื่องจากพาผู้เดือดร้อนมาร้องเรียนบ่อยครั้ง โดยย้ำชัดว่าตนไม่ใช่ข้าราชการตำรวจ แต่เป็นเพียงอดีตสารวัตรทหารอากาศ (สห.ทอ.) ที่ลาออกมาทำงานภาคประชาชนเพื่อเป็นกระบอกเสียงและอาสาช่วยเหลือผู้ที่เข้าไม่ถึงความเป็นธรรมทั่วประเทศ โดยไม่เคยเรียกรับเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
พร้อมระบุว่า บทเรียนจากเคสนี้จะทำให้ตนตรวจสอบพยานหลักฐานให้รัดกุมและแน่นหนามากขึ้นในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ครั้งต่อไป เพื่อความถูกต้องและเที่ยงธรรมตามที่สื่อมวลชนและประชาชนให้คำแนะนำ